ช่วยด้วย….เอาหินมาตั้งแยะ เอาทรายมาตั้งเยอะผสมกันเหลือคอนกรีตแค่นิดเดียว


อย่าตกใจเด็ดขาดถ้าช่างก่อสร้างของท่านบอกให้ท่านเอาหินมา ๑ คิวบิค เมตร เอาทรายมาอีกครึ่งคิว เอาปูนซีเมนต์มา ๗ ถุง และเอาน้ำมาอีกร่วม ๒๐๐ ลิตร แล้วเขาก็ทำพิธีคลุกเคล้าปนกันอย่างดี ….แต่ท่านได้คอนกรีตมาเพียง ๑ คิวบิคเท่านั้น สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกย่อมไม่สูญสลายไปเฉยๆที่ปราชญ์ท่านหนึ่งเคย พูดไว้เป็นเรื่องจริง เพราะแม้ท่านจะเอาส่วนผสมต่างๆเกือบ ๒ คิวมาปนกัน แต่ได้ คอนกรีตแค่คิวเดียว ก็เพราะว่าของแต่ละอย่างนั้นมีช่องอากาศ เช่น หินก็จะมีช่อง อากาศเต็มไปหมดระหว่างก้อนหินแต่ละก้อน ทรายก็มีช่องอากาศไม่น้อย ดังนั้น ของที่เราคิดว่าเอามาเต็ม ๑ คิว มวลหรือปริมาณที่เอามาอัดกันจนไม่มีช่องอากาศจะ ไม่ถึงคิวแน่นอน ปูนก็จะแทรกไปตามช่องทราย ทรายก็จะแทรกไปตามช่องหิน เหล่า นี้เป็นต้น …..ดังนั้น อย่าตกใจนะครับ ช่างเขาไม่ได้โกงหรือเล่นกลดอกครับ ปล. คอนกรีต ๑ คิวจะใช้ หิน ๐.๘๙ คิว + ทราย ๐.๔๕ คิว + ปูน ๖.๕ ถุง + น้ำ ๑๘๐ ลิตร

ให้ความเห็น

การวางแผนการจัดวัสดุให้เสียเศษให้น้อยที่สุด (Nesting)


ซึ่งจริงๆแล้วคำว่า Nesting เหมือนกับคำว่ารังนก แต่ก็ยังมีความหมายว่า การจัดวัสดุให้เข้ากันโดยการเรียงประสานกันอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งก็เหมือนกับการทำรังนก เพราะต้องอาศัยการจัดเรียงของเส้นฟางหลายๆเส้นจัดวางสานกันให้อย่างลงตัวให้รัง

มีความแข็งแรงมากที่สุด แต่พอแปลเป็นคำไทยนั้น ทำให้ยากในเข้าใจเลยขอเรียกคำว่า Nesting คือ การวางแผนการจัดวัสดุให้เสียเศษน้อยที่สุดแล้วกัน แต่สำหรับบางท่านอาจเรียกว่า Material Optimization ก็น่าจะได้

ผู้รับเหมาก่อสร้างมีความจำเป็นจะต้องวางแผนตัดวัสดุเพื่อให้มีรูปร่าง หรือ ความยาว ตามที่ต้องใช้จากการดูจากพิมพ์เขียว หรือ แบบ Shop Drawing ที่ได้สร้างเป็น Bar Cutting List ไว้แล้ว เช่น เหล็กเสริมคอนกรีต โครงหลังคาเหล็ก หรือ แผ่นเหล็กประกับ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วช่างเหล็กตัดเหล็กจากวัสดุที่ได้สั่งมาให้แล้ว ซึ่งระหว่างทำงานหากไม่พอก็จะดำเนินการไปจัดซื้อมาให้อีก การทำงานแบบเดิมนี้จะพบว่า มีปริมาณวัสดุเสียเศษมาก มีการต้องสั่งวัสดุมากกว่าความจำเป็นในการทำงานในขณะนั้น ลูกน้องขายเศษเหล็กเยอะมาก เป็นต้น

ผู้รับเหมาก่อสร้าง จะต้องตัดวัสดุเพื่อนำมาใช้งานตามระยะและขนาดที่กำหนดไว้ในแบบก่อสร้าง เช่น เหล็กเสริมคอนกรีต ก็จะดูจาก Shop Drawing ซึ่งมีการแบบรายละเอียดเหล็กเสริมแต่ละเส้นจากรายละเอียดแต่ละชิ้นส่วนของโครงสร้าง

คอนกรีตเสริมเหล็ก เช่น เสา คาน พื้น ฐานราก ว่ามีกี่เส้น ความยาว เท่าไร เป็นต้น ซึ่งเรียกว่า Bar Cutting Plan หรือ โครงสร้างเหล็กรูปพรรณ ก็จะมีถอดแบบรายละเอียดเพื่อการประกอบและติดตั้ง โดยจะแยกออกชิ้นส่วนของโครงสร้างเป็นแต่ะชิ้น ซึ่งจะเรียกว่า Steel Fabrication ซึ่งอาจจะมีทั้งแบบเป็นเส้นและเป็นแผ่น

การจัดวัสดุให้เสียเศษให้น้อยที่สุด สามารถทำได้ด้วยมนุษย์ในกรณีที่มีจำนวนและขนาดวัสดุที่จะตัดมีจำนวนไม่มาก หากมีจำนวนมากๆแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ซอฟท์แวร์ในการช่วยคำนวณ ซึ่งการวางแผนการจัดวัสดุนั้นเป็นการอาศัยหลักการ Linear Programming ซึ่งคอมพิวเตอร์จะช่วยในการคำนวณจากสมการหลายๆชั้น สำหรับท่านที่สนใจทฤษฎีนี้เพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จากกลุ่มวิชา Operation Research

ดังนั้นจึงการทำ Nesting นั้น สามารถแยกเป็น 2 วิธี คือ

  1. การจัดวัสดุเป็นเส้น (Bar Nesting ) สำหรับวัสดุที่มีขนาดแตกต่างกัน แต่มีความยาวเท่ากัน เช่น เหล็กเสริมคอนกรีต เหล็กรูปพรรณ ยาว 10 เมตร สำหรับเหล็กโครงหลังคา เหล็กโครงสร้าง ยาว 6 เมตร เป็นต้น

โปรแกรม Nesting ที่ทำงานบนโปรแกรม Excel เพื่อให้ง่ายในการใช้งาน

  1. การจัดวัสดุเป็นแผ่น (Plate Nesting) สำหรับวัสดุที่มีลักษณะเป็นแผ่น ซึ่งมีความหนาที่แตกต่างกัน เช่น 10 มม. 20 มม. เป็นต้น


โดยการกำหนดปริมาณวัสดุในสต๊อก
(Material Stock) และจำนวนวัสดุที่ต้องใช้จากการถอดแบบ (Material Takeoff) และเงื่อนไขการตัดวัสดุเพิ่มเติม เช่น ในกรณีที่เป็นเส้น ระยะการตัดหัวท้าย ระยะสั้นสุดในการที่จะนำมาต่อทาบ ขนาดรอยเลื่อย ส่วนในกรณีที่เป็นแผ่น อาจกำหนดแนวเส้นที่ต้องการตัด การเลือกให้มีการ nesting ในรูที่มีขนาดใหญ่ ต้องการให้มีการนำวัสดุนั้นมาตัดด้วยหรือไม่ ( Multiple Level Nesting) การจัดเรียงวัสดุในวัสดุที่มีรูปร่างไม่ปกติ เป็นต้น ซึ่งยังสามารถกำหนดรูปแบบการ Nesting ได้ เช่น แบบจัดเรียงรูปร่งแบบเดียวให้แน่นกันที่สุด หรือ เรียงหลายรูปร่างให้มีปริมาณแน่นที่สุด

การสร้างรูปร่างที่ต้องการตัดมักจะอาศัยไฟล์ DXF โดยกำหนดให้เป็น Block เพื่อให้ง่ายในการเขียนรูปร่าง แล้วทำการการสั่งโปรแกรมช่วยคำนวณ ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะสามารถคำนวณวัสดุที่มีรูปร่างแตกต่างกันเป็นหมื่นขนาดหรือรูปร่าง โดยการลองจัดดูหลายหมื่นหลายแวนรูปแบบการจัด และเลือกที่เสียเศษน้อยที่สุดมาแสดง ซึ่งในทางปฎิษัติแล้วไม่สามารถใช้มนุษย์จัดวัสดุด้วยมือเลย โดยโปรแกรมจะแสดงปริมาณการเสียเศษว่ามีอยู่ กี่เปอร์เซ็นต์ได้ทันที

การจัดเรียงรูปร่างที่เหมือนกันให้ได้มากที่สุด การจัดเรียงรูปร่างหลายๆรูปร่างให้ได้มากที่สุด

การจัดเรียงภายในพื้นที่ที่มีรูปร่างไม่เป็นสี่เหลี่ยมให้ได้มากที่สุด

โปรแกรม Nesting บนโปรแกรม CAD

การจัดวัสดุให้เสียเศษน้อยที่สุด ช่วยให้ผู้รับเหมาก่อสร้างได้รับประโยชน์ ดังนี้

  1. สามารถลดปริมาณการเสียเศษของวัสดุ เช่น จากเดิมเสียเศษ 15% อาจสามารถลดการเสียเศษวัสดุเพียง 3-5%
  2. สามารถลดต้นทุนของวัสดุลงได้ 20-30 % ในกรณีที่สามารถซื้อวัสดุที่มีขนาดสั้นหรือเล็กกว่าทั่วไปมาทำการคละขนาดกันได้ในการจัดวัสดุ เช่น เหล็กเส้นหากสั่งความยาวที่สั้นกว่า 10 เมตร จะทำให้ได้ราคาต่อหน่วย กิโลกรัม ที่ต่ำกว่าราคาปกติ
  3. สามารถลดเวลาและค่าแรงงาน ในการตัดวัสดุลง เนื่องจากมีปริมาณวัสดุในการตัดลงลง
  4. ลดพื้นที่จัดกองเก็บวัสดุในหน่วยงาน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างที่มีพื้นที่กองเก็บวัสดุจำกัด
  5. ทำให้ฝ่ายจัดซื้อทำงานได้รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่ต้องเสียเวลาและต้นทุนในการตรวจสอบมาก และลดการขัดแย้งระหว่างฝ่ายลง
  6. สามารถประหยัดค่าดอกเบี้ยจากการลดการซื้อวัสดุมาเกินกว่า
  7. ที่ต้องการใช้งานในขณะนั้น และ เพิ่มกระแสเงินสดในโครงการ
  8. เป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ช่วยแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อน

การวางแผนการจัดวัสดุให้เสียเศษน้อยที่สุด จึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือ ผู้รับเหมาช่วง สามารถที่จะประหยัดค่าวัสดุและแรงงาน ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ลดการขาดทุนจากค่าวัสดุขึ้นราคา หรือ ให้ผู้รับเหมาก่อสร้างมีกำไรมากขึ้น

ให้ความเห็น

กรณีศึกษาเขื่อนคลองท่าด่าน

ผศ.ดร.จิรวัฒน์ ดำริห์อนันต์

การจำลองสถานการณ์งานก่อสร้าง: กรณีศึกษาเขื่อนคลองท่าด่าน
CONSTRUCTION PROCESS SIMULATION: A CASE STUDY ON THADAN DAM

บทคัดย่อ: การศึกษานี้ได้แสดงวิธีการจำลองสถานการณ์เพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการก่อสร้าง โดยใช้งานขนส่งและบดอัดคอนกรีตบดอัดแน่นของเขื่อนคลองท่าด่าน อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นกรณีศึกษา คณะผู้วิจัยทำการสำรวจและบันทึกข้อมูลในภาคสนาม เฉลี่ย 74 ตัวอย่างต่อหนึ่งกิจกรรมย่อยของงานก่อสร้างการศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการจำลองสถานการณ์สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการก่อสร้างได้ โดยผลจากการจำลองสถานการณ์สำหรับกรณีศึกษานี้ได้บ่งชี้ว่าอาจสามารถลดจำนวนรถบรรทุกที่ใช้ลงจากที่ใช้อยู่เดิมจำนวน 15 คัน เหลือประมาณ 8 คันได้ และจะได้อัตราการเทคอนกรีตประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง

1 บทนำ

วิธีการสร้างแบบจำลองและจำลองสถานการณ์ (Modeling and Simulation Methodology) ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในระบบงานแขนงต่างๆ มาเป็นเวลานาน ระบบงานก่อสร้างนับเป็นระบบหนึ่งที่มีการวิจัยและพัฒนาวิธีการจำลองสถานการณ์เช่นกัน [1]–[2] แม้กระนั้นวิธีการสร้างแบบจำลองและการจำลองสถานการณ์ก่อสร้างก็ยังไม่แพร่หลายในประเทศไทย สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการขาดความเข้าใจ และขาดแนวทางการประยุกต์ใช้วิธี การดังกล่าว

บทความนี้เสนอแนวทางการประยุกต์ใช้วิธีการจำลองสถานการณ์งานก่อสร้าง โดยแสดงตัวอย่างขั้นตอนการประยุกต์ใช้วิธีการดังกล่าวในกระบวนการก่อสร้างจริง รวมทั้งได้แสดงตัวอย่างการประยุกต์ใช้ซอร์ฟแวร์ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้จากหน้างาน และในการสร้างแบบจำลองเพื่อจำลองสถานการณ์งานก่อสร้าง โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้งานขนส่งและบดอัดคอนกรีตบดอัดแน่น (Roller-Compacted Concrete (RCC)) ของโครงการเขื่อนคลองท่าด่าน อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นกรณีศึกษา

2 งานขนส่งและบดอัด RCC โครงการเขื่อนคลองท่าด่าน

โครงการเขื่อนคลองท่าด่านเป็นการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตบดอัดแน่นขนาดใหญ่
มีความสูง 93 ม. ความยาวสันเขื่อน 2,720 ม. และความจุอ่างเก็บน้ำ 224 ล้าน ลบ.ม. (ดูรูปที่ 1)

รูปที่ 1 เขื่อนคลองท่าด่านขณะกำลังก่อสร้าง
กระบวนการทำงานเกือบทุกส่วนของโครงการเกี่ยวข้องกับการขนส่งและลำเลียงวัสดุ ระบบการขนส่งโดยสังเขปของโครงการฯ สามารถแสดงได้ดังรูปที่ 2

รูปที่ 2 งานระบบการขนส่งโดยสังเขปของงานก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน
กล่าวได้ว่าความสำเร็จในการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตบดอัดนี้ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของระบบการผลิตและขนส่งภายในโครงการ หากสามารถวางแผนการผลิตตลอดจนการขนส่ง และการปฏิบัติงานในภาคสนามใหมีความสอดคล้องกันได้ดีย่อมจะส่งผลดีเป็นอย่าง
มากต่อระบบการผลิตในภาพรวม
3. การเก็บข้อมูลภาคสนามในการศึกษาครั้งนี้ได้ทำการรวบรวมและบันทึกข้อมูลของเวลาการทำงานจริงในภาคสนามจำนวน

6 กิจกรรมย่อย และได้จำนวนข้อมูลเฉลี่ย 74 ข้อมูลต่อหนึ่งกิจกรรมย่อย

4. การวิเคราะห์รูปแบบและพารามิเตอร์การกระจายตัวของเวลาในการทำกิจกรรมย่อย
ในขั้นตอนนี้เป็นการนำข้อมูลเวลาในการทำกิจกรรมมาวิเคราะห์หารูปแบบและพารามิเตอร์ของการกระจายตัว เพื่อใช้ในการสร้างแบบจำลอง การศึกษาครั้งนี้ใช้ซอร์ฟแวร์ ExpertFit [3] เพื่อทำการวิเคราะห์หารูปแบบการแจงแจงของข้อมูลการทำงานที่เหมาะสมกับกลุ่มข้อมูลที่รวบรวมมาได้ ในตารางที่ 1 แสดงผลบางส่วนจากการวิเคราะห์หารูปแบบการแจงแจงที่เข้ารูปสนิท (Goodness of Fit Test) ในรูปที่ 3 แสดงการรายงานผลหน้าจอของ ExpertFit ในการวิเคราะห์ภาวะเข้ารูปสนิทของกิจกรรมการถ่าย RCC จาก Hopper สู่รถบรรทุก
ตารางที่ 1 ผลบางส่วนจากการวิเคราะห์ด้วย ExpertFit
กิจกรรม
จำนวนข้อมูล
รูปแบบการแจกแจง
พารามิเตอร์ของการแจกแจง
Location
Scale
Shape
A
131
Weibull
0
60.186
2.569
B
66
Log-Laplace
0
72.498
4.957
C
118
Laplace
160
15.711
-
D
42
Log-Logistic
0
62.482
5.984
E
112
Gamma (E)
99.745
86.302
1.244
F
144
Log-Logistic
0
70.740
6.096
หมายเหตุ
กิจกรรม A หมายถึง เวลาในการถ่าย RCC จาก Hopper สู่รถบรรทุก
กิจกรรม B และ C หมายถึง เวลาที่รถบรรทุกเดินทางจาก Hopper ไปทำงานที่เขื่อน B และ S ตามลำดับ
กิจกรรม D และ E หมายถึง เวลาที่รถบรรทุกเดินทางจากเขื่อน B และ Sไป Hopper ตามลำดับกิจกรรม F หมายถึง เวลาที่รถบรรทุกเท RCC ลงจากรถ

รูปที่ 3 ตัวอย่างหน้าจอของผลการวิเคราะห์ภาวะเข้ารูปสนิทด้วย ExpertFit
ของกิจกรรมการถ่าย RCC จาก Hopper สู่รถบรรทุก
5. การสร้างแบบจำลอง
ข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมมาจากข้อ 3 – 4 ถูกนำไปเป็นข้อมูลในการสร้างแบบจำลองของกระบวนการ วิธีการสร้างแบบจำลองที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ Petri Nets [4] การจำลองสถานการณ์ในการศึกษานี้ให้ความสนใจกับการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว
ให้เกิดการทำงานที่เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายทางตรงที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับปรุงวิธีการทำงาน

เป้าหมายของการปรับปรุงคือ การให้คนงานและเครื่องจักรสามารถทำงานโดยไม่ต้องเสียเวลารอคอยจนเกินความจำเป็น ในการสร้างแบบจำลองได้นำเงื่อนไขและข้อจำกัดที่รวบรวมจากการเก็บข้อมูลในภาคสนามมา
กำหนดตรรกะให้กับแบบจำลองเพื่อ
ให้สามารถจำลองสถานการณ์ได้ใกล้เคียงกับระบบจริงมากที่สุด ในรูปที่ 4 แสดงแบบจำลอง Petri Nets ของกระบวนการขนส่ง RCC จาก Hopper ไปยังเขื่อน B


รูปที่ 4 แบบจำลอง Petri Nets ของการขนส่ง RCC จาก Hopper ไปเขื่อน B

6. การจำลองสถานการณ์งานก่อสร้างหลังจากทำการทดสอบตรรกะในการสร้างแบบจำลองจนถูกต้องแล้ว คณะผู้วิจัยได้ทดลองใช้งานแบบจำลองเพื่อจำลองสถานการณ์ที่หน้างานก่อสร้างต้องการเทและบดอัด

RCC ในเขื่อน B ณ บริเวณที่เขื่อนมีความกว้าง 12 เมตร และยาว 800 เมตร โดยมีเงื่อนไขว่า รถบรรทุกที่ใช้อยู่ทั้งหมดประมาณ 15 คันสามารถเข้าเท RCC พร้อมกันได้ไม่เกินครั้งละ 2 คัน และรถบรรทุกแต่ละคันบรรทุก RCC ด้วยปริมาณคงที่เที่ยวละ 10 ลูกบาศก์เมตร คณะผู้วิจัยเลือกใช้ Visual SimNet [5] ในการจำลองกระบวนการก่อสร้างในที่นี้ เพื่อแสดงตัวอย่างการวิเคราะห์หาจำนวนรถบรรทุกที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในกระบวนการ โดยทดลองกำหนดจำนวนรถบรรทุกที่ใช้ในการทำงาน 6 กรณี ตั้งแต่ 5 – 10 คัน ผลที่สำคัญที่ได้จากการจำลองสถานการณ์ได้แสดงไว้ในตารางที่ 2 และในรูปที่ 5 แสดงอัตราผลผลิต RCC เทียบกับจำนวนรถบรรทุก

ตารางที่ 2 ผลบางประการที่ได้จากการทำเลียนแบบ
จำนวนรถ
อัตราการเท RCC
(ลบม./ชม.)
เวลาที่รถบรรทุกขาดช่วง (นาที)
เวลารอคอย (วินาที)
แถวคอยรถบรรทุก
แถวคอยเท RCC
5
570.51
241.67
28.06
1.96
6
643.55
159.47
46.92
3.49
7
679.67
80.20
78.47
5.18
8
696.80
29.50
121.60
6.67
9
699.07
4.73
172.33
6.35
10
696.80
1.13
224.37
7.20
รูปที่ 5 อัตราผลผลิต RCC เทียบกับจำนวนรถบรรทุก
ผลที่ได้จากการจำลองสถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า จำนวนรถบรรทุกที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในกระบวนการนี้คือ 8 คัน การใช้จำนวนรถบรรทุกที่น้อยกว่าจำนวนนี้จะส่งผลให้ลดประสิทธิภาพของกระบวนการลำเลียง RCC จาก Hopper ไปยังหน้างาน ในขณะที่การใช้จำนวนรถที่มากขึ้นก็จะไม่ทำให้อัตราผลผลิตการทำงานมากขึ้นแต่กลับ
ทำให้แถวคอยของรถบรรทุกพร้อม
ใช้งานและแถวคอยของรถบรรทุกที่พร้อมสำหรับการเท RCC ยาวขึ้น เป็นเหตุให้รถบรรทุกแต่ละคันเสียเวลาในแถวคอยนานขึ้นโดยไม่สร้างผลผลิตใดๆ
7. สรุปผลการศึกษา
การจำลองสถานการณ์สามารถใช้เป็นวิธีการหนึ่งในการวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการก่อสร้างได้เป็นอย่างดี โดยในเบื้องต้นสามารถวิเคราะห์หาเวลารอคอยของทรัพยากร และทำนายอัตราผลผลิต อันนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการก่อสร้างเพื่อทำให้การใช้ทรัพยาการเป็นไปอย่างเหมาะสมได้ในที่สุด

เอกสารอ้างอิง
[1] Jirawat Damrianant (2003). COSMOS: A Discrete-Event Modeling Methodology for Construction Processes. International Journal of Internet and Enterprise Management (IJIEM) special issue on “Product and Process Modeling in Building and Related Industries, vol.1, no.2, 128-152.
[2] Shihyi Wang and Daniel W. Halpin (2004). Simulation Experiment for Improving Construction Processes. Proceeding of the 2004 Winter Simulation Conference, 1252-1259.
[3] Averill M. Law and Stephen Vincent (1999). ExpertFit User’s Guile. Averrill M. Law & Assosiates.
[4] Carl A. Petri (1962). Kommunication mit Automaten. Ph.D. Thesis, University of Bonn, Bonn, West Germany.
[5] Wolf Garbe (1996). Visual SimNet User’s Manual. Unpublished.

ให้ความเห็น

ข้อแนะนำในการออกแบบโรงแรม

อาคารประเภท โรงแรม
ข้อแนะนำนี้กรุงเทพมหานครจัดทำขึ้นเพื่อให้ความสะดวกกับเจ้าของอาคาร
หรือผู้ออกแบบได้มีความรู้ความเข้าใจกฎหมาย

ควบคุมอาคารที่จะต้องใช้ในการออกแบบจะได้ไม่เกิดความผิดพลาด ทำให้เสียเวลาในการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ซึ่งมีข้อแนะนำ

หลัก ๆ ดังต่อไปนี้

1. ข้อพิจารณาเกี่ยวกับที่ดินที่จะใช้ก่อสร้าง

1.1 ตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณที่จะก่อสร้างว่าขัดผังเมืองรวมของ
กรุงเทพมหานครตามกฎกระทรวงฉบับที่

414 (พ.ศ. 2542) หรือไม่

1.2 ตรวจสอบว่าในบริเวณดังกล่าวมีกฎกระทรวง , เทศบัญญัติ หรือข้อบัญญัติ กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง ใช้หรือ

เปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภทหรือไม่ และอาคารที่ท่านจะก่อสร้าง มีข้อห้ามหรือหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง

1.3 ตรวจสอบว่าในบริเวณดังกล่าวมีกฎหมายของหน่วยราชการอื่นที่ห้ามก่อสร้าง
หรือมีข้อกำหนดในการก่อสร้างอาคารนอก

เหนือจาก พ.ร.บ.ควบคุมอาคารหรือไม่ เช่น บริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหาร , บริเวณเขตปลอดภัยในการเดินอากาศ , ข้อกำหนด

เงื่อนไขในการปลูกสร้างอาคารริมเขตทางหลวง ฯลฯ

สอบถามข้อมูลได้ที่ กองควบคุมอาคาร สำนักการโยธา กทม 2 หรือสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร หรือสำนักงาน

เขตพื้นที่

2. แนวร่นของอาคาร

2.1 มิใช่อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ ต้องร่นแนวอาคารห่างเขตถนนสาธารณะดังนี้

2.1.1 อาคารก่อสร้างริมถนนสาธารณะที่มีความกว้างน้อยกว่า 10 เมตร ต้องร่นแนวอาคารห่างจากศูนย์กลางถนน

สาธารณะ ไม่น้อยกว่า 6 เมตร

2.1.2 อาคารก่อสร้างริมถนนสาธารณะที่มีความกว้างตั้งแต่10เมตรขึ้นไปแต่ไม่เกิน20เมตร
ต้องร่นแนวอาคารห่างจากเขต

ถนนสาธารณะอย่างน้อย 1 ใน 10 ของความกว้างถนนสาธารณะนั้น

2.1.3 อาคารก่อสร้างริมถนนสาธารณะที่มีความกว้างเกินกว่า 20 เมตร ต้องร่นแนวอาคารห่างจากเขตถนนสาธารณะอย่าง

น้อย 2 เมตร

2.1.4 อาคารไม่อยู่ริมถนนสาธารณะต้องมีที่ว่างด้านหน้าอาคารไม่น้อยกว่า 6 เมตร กรณีอาคารสูงไม่เกิน 3 ชั้น และไม่

น้อยกว่า 12 เมตร กรณีสูงเกิน 3 ชั้น

2.1.5 ต้องมีที่ว่างอันปราศจากหลังคาหรือสิ่งปกคลุมเป็นทางเดินหลังอาคารกว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร

2.2 อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ ต้องปฏิบัติดังนี้

2.2.1 ต้องร่นแนวผนังห่างเขตที่ดินผู้อื่น และห่างถนนสาธารณะ ไม่น้อยกว่า 6 เมตร

2.2.2 ต้องมีด้านหนึ่งด้านใดของที่ดินนั้นยาวไม่น้อยกว่า 12 เมตร ติดถนนสาธารณะ ที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า

10 เมตรยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะ
อื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร

และหากอาคารมี พื้นที่อาคารเกินกว่า 30,000 เมตร ที่ดินต้องอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า

18 เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอด จนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีเขตทางกว้างไม่น้อยกว่า 18 เมตร

2.2.3 อัตราส่วนพื้นที่อาคารทุกชั้นรวมกันต่อพื้นที่ดิน (FAR) ต้องไม่เกิน 10 : 1

2.3 ต้องมีที่ว่างอันปราศจากหลังคาหรือสิ่งปกคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ดิน

2.4 ตามหลักเกณฑ์ของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเรื่องกำหนด
บริเวณห้ามก่อสร้างดัดแปลงใช้หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิด

หรือบางประเภทในบริเวณดังกล่าว (ถ้ามี)

2.5 ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 414 (พ.ศ. 2542)

2.5.1. อาคารที่ก่อสร้างริมถนนสายหลักตามบัญชีรายชื่อถนนตามข้อ 8 ของกฎกระทรวงต้องมีที่ว่างห่างจากแนวเขตทาง

ไม่น้อยกว่า 2 เมตร

2.5.2. อาคารที่ก่อสร้างริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องมีที่ว่างตามแนวขนานริมฝั่งแม่น้ำไม่น้อยกว่า 3 เมตร

2.5.3 อาคารที่ก่อสร้างริมฝั่งคลองตามบัญชีรายชื่อคลองตามข้อ 10 ของกฎกระทรวงฯ ต้องมีที่ว่างตามแนวขนานริมฝั่งคลอง

ไม่น้อยกว่า 6 เมตร หากอาคารที่ก่อสร้างไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อต้องมีที่ว่างตามแนวขนานริมฝั่งคลองไม่น้อยกว่า 3 เมตร

2.6 อาคารที่ก่อสร้างใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ เช่น แม่น้ำ คู คลอง ลำราง หรือลำกระโดง ถ้าแหล่งน้ำสาธารณะมีความกว้างน้อยกว่า

10 เมตร ต้องร่นแนวอาคารห่างจากเขตแหล่งน้ำสาธารณะไม่น้อยกว่า 3 เมตร ถ้าแหล่งน้ำสาธารณะมีความกว้างตั้งแต่ 10 เมตร

ขึ้นไปต้องร่นแนวอาคารห่างจากเขตแหล่งน้ำสาธารณะไม่น้อยกว่า 6 เมตร แต่ถ้าอาคารใกล้แหล่งน้ำสาธารณะขนาดใหญ่ เช่น

บึง ทะเลสาบ หรือทะเล ต้องร่นแนวอาคารห่างจากเขตแหล่งน้ำสาธารณะนั้นไม่น้อยกว่า 12 เมตร (กฎกระทรวง ฉบับที่ 55

(พ.ศ. 2543 ข้อ 42)

3. ความสูง

3.1 ความสูงของอาคาร

3.1.1ความสูงของอาคารไม่ว่าจากจุดหนึ่งจุดใดต้องไม่เกินสองเท่าของระยะราบโดยวัดจากจุดนั้นไปตั้งฉากกับแนว

เขตด้านตรงข้ามของถนนสาธารณะที่อยู่ใกล้อาคารนั้นที่สุด

3.1.2 อาคารหลังเดียวกันซึ่งมีถนนสาธารณะสองสายขนาดไม่เท่ากันขนาบอยู่ เมื่อระยะระหว่างถนนสาธารณะสอง

สายนั้นไม่เกิน 60 เมตรและส่วนกว้างของอาคารตามแนวถนนสาธารณะที่กว้างกว่าไม่เกิน60เมตรความสูง
ของอาคารณจุดใดต้องไม่เกิน

สองเท่าของระยะราบที่ใกล้ที่สุด จากจุดนั้นไปตั้งฉากกับแนวเขตถนน
สาธารณะด้านตรงข้ามของสายที่กว้างกว่า

3.1.3อาคารหลังเดียวกันซึ่งอยู่ที่มุมถนนสาธารณะสองสายขนาดไม่เท่ากัน
ความสูงของอาคารณจุดใดต้องไม่เกิน

สองเท่าของระยะราบที่ใกล้ที่สุดจากจุดนั้นไปตั้งฉากกับแนวเขตถนน
สาธารณะด้านตรงข้ามของสายที่กว้างกว่าและความยาวของอาคาร

ตามแนวถนนสาธารณะที่แคบกว่าต้องไม่เกิน 60 เมตร

3.2 ระยะดิ่งระหว่างพื้นถึงพื้นต้องไม่น้อยกว่า 2.6 เมตร

4. จำนวนที่จอดรถยนต์ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2517)

4.1 โรงแรมที่มีห้องพักไม่เกิน 100 ห้อง ให้มีที่จอดรถยนต์ไม่น้อยกว่า 10 คันสำหรับห้องพัก 30 ห้องแรก ส่วนที่เกิน 30 ห้อง

ให้คิดอัตรา 1 คันต่อ 5 ห้อง เศษของ 5 ห้องให้คิดเป็น 5 ห้อง

4.2 โรงแรมที่มีห้องพักเกิน 100 ห้องให้มีที่จอดรถยนต์ตามอัตราที่กำหนดในวรรคหนึ่งสำหรับห้องพัก 100 ห้องแรก ส่วนที่เกิน

100 ห้อง ให้คิดอัตรา 1 คัน ต่อ 10 ห้อง เศษของ 10 ห้องให้คิดเป็น 10 ห้อง

4.3 กรณีมีพื้นที่อาคารรวมเกิน 1,000 ตารางเมตร และมีความสูงเกิน 15 เมตร หรือมีพื้นที่อาคารรวมทุกชั้นเกิน 2,000 ตารางเมตร

ให้มีที่จอดรถยนต์ไม่น้อยกว่า 1 คันต่อพื้นที่อาคาร 120 ตารางเมตรเศษของ 120 ตารางเมตรให้คิดเป็น 120 ตารางเมตร

กรณีตามข้อ 4.1 หรือ ข้อ 4.2 เทียบกับข้อ 4.3 ให้ถือว่าอาคารต้องจัดที่จอดรถยนต์จำนวนที่มากกว่าเป็นเกณฑ์

5. ระบบบำบัดน้ำเสีย

ต้องมีคุณภาพน้ำทิ้งตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งของกฎกระทรวงฉบับที่ 51 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราช

บัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

6. ระบบป้องกันอัคคีภัย

6.1 กรณีอาคารที่ก่อสร้างไม่เข้าข่ายเป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษให้ติดตั้งบันไดหนีไฟและอุปกรณ์เกี่ยวกับการ

ป้องกันอัคคีภัยตามกฎกระทรวงฉบับที่39(พ.ศ.2537)กฎกระทรวงฉบับที่47(พ.ศ.2540)และกฎกระทรวงฉบับที่55(พ.ศ.2543)และประกาศ

กรุงเทพมหานครเรื่องข้อกำหนดลักษณะแบบของบันไดหนีไฟและทางหนีไฟทางอากาศของอาคาร พ.ศ. 2531

6.2 กรณีอาคารที่ก่อสร้างเข้าข่ายเป็นอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ
ให้ติดตั้งบันไดหนีไฟและระบบเกี่ยวกับการป้องกัน

อัคคีภัยตามกฎกระทรวงฉบับที่33(พ.ศ.2535)กฎกระทรวงฉบับที่50(พ.ศ.2540)
และประกาศกรุงเทพมหานครเรื่องข้อกำหนดลักษณะ

แบบของบันไดหนีไฟและทางหนีไฟทางอากาศของอาคาร พ.ศ. 2531

7. กฎหมายของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง

7.1โรงแรมที่มีจำนวนห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและได้รับความเห็น

ชอบจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก่อน จึงจะมายื่นขออนุญาตต่อกรุงเทพมหานคร

7.2 พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2478

8. การยื่นขออนุญาต

- ให้ยื่นขออนุญาตที่กองควบคุมอาคาร สำนักการโยธา กทม.2 ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง โทร. 247 – 0077

- กองทะเบียน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

- ฝ่ายโยธาเขตพื้นที่

ข้อมูลนำมาจาก

http://www.thaihomemaster.com

ให้ความเห็น

ระวังคนงานจะตัวแบนแต๋ ถ้าท่านออกแบบไม่ดี


ที่กล่าวว่าคนงานจะตัวแบน ไม่ได้หมายถึงอันตรายจากการตกลงมาจากที่ สูง หรือโดนอะไรทับร่างกาย แต่เป็นเทคนิคเล็กๆสำหรับนักออกแบบที่ออกแบบให้มี ซอกมีหลืบแคบๆ จนบางครั้งผู้ก่อสร้างไม่มีที่ว่างเพียงพอที่จะทำงาน เช่น ฉาบปูน ตามซอกของผนังหรือซอกบันได การทำงานในช่องท่อ เป็นต้น ดังนั้น นักออกแบบ ที่มีจิตอันเป็นกุศล ต้องช่วยกันทำบุญด้วยว่า เส้นทุกเส้นที่เราจะเขียนแบบก่อสร้าง จะต้องเข้าใจหัวใจของคนทำงานด้วย

ข้อมูลนำมาจาก

http://www.elib-online.com

ให้ความเห็น

ไม่มีกล้องเซอร์เวย์ แต่อยากจะได้ ดิ่ง ฉาก ระดับ ทำยังไง

กล้องเซอร์เวย์ก็คือกล้องสำหรับช่างที่ต้องการวัดระยะ ระดับ ระนาบ เพื่อ การก่อสร้าง แต่ในบางครั้งการก่อสร้างที่มีขนาดเล็กๆ (อย่างบ้านอยู่อาศัย) ช่างก่อ สร้างก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะซื้อกล้องราคาแพงนี้มาเป็นสมบัติหรือเป็น อุปกรณ์ในการก่อสร้าง บางท่านก็เลยคิดว่าการไม่มีกล้องเซอร์เวย์นี้ ทำให้บ้านของ ท่านคดไปเอียงมา ไม่เรียบร้อย และบางครั้งก็หวาดเสียวว่าจะเกิดอันตรายได้ แต่ เราก็ต้องไม่ลืมว่ากล้องเซอร์เวย์นี้เพิ่งเกิดขึ้นในโลก เรามีภูมิปัญญาท้องถิ่นมากมาย ที่จะใช้แทนกล้องเซอร์เวย์ ซึ่งท่านทั้งหลายสามารถทำได้ด้วยตนเอง การหาดิ่ง หรือการหาแนวที่ดิ่งตรงกัน เป็นเรื่องไม่ยากหากท่านมี “ลูกดิ่ง” ก็ใช้ลูกดิ่งผูกเชือกแล้วก็ดิ่งลงมา ก็เท่านั้นเอง หากต้องการความแม่นยำมากๆ ก็ใช้ ลูกดิ่งขนาดโต
หน่อยหนักหน่อย หากต้องการความแม่นยำมากๆๆๆๆเข้าไปอีก ก็หา ถังน้ำมันเล็กๆมา ๑ ถัง ในขณะที่กำลังจับดิ่งจากลูกดิ่งอยู่นั้น ก็ให้เอาลูกดิ่งอยู่ในถัง น้ำมัน จะทำให้ลูกดิ่งนั้น “นิ่ง” ขึ้น สามารถวัดแนวดิ่งได้ง่าย ลมพัดกรรโชกเล็กน้อย ก็ไม่เป็นไร …..แต่ประเภทเอาน๊อตเหล็กมาผูกเชือก แล้วก็ทำทิ้งดิ่งนั้น พึงพยายาม หลีกเลี่ยงนะครับ หาความแม่นยำได้ยากครับ การหาระดับ ว่าระดับตามส่วนของอาคารนั้นถูกต้องตรงกัน เช่น การวัด ระดับของท้องวงกบประตูหน้าต่างทุกบานให้เท่ากัน การวัดระดับของปลายจันทันทุก ตัวให้เสมอกัน เป็นต้น วิธีการง่ายๆก็คือ ใช้สายยางใส่น้ำ ไล่ฟองอากาศออกให้หมด เอาสายยางแต่ละด้านไปวัดจุดที่ต้องการเปรียบเทียบระดับ หากระดับน้ำเท่ากัน ก็ แสดงว่าระดับตรงนั้นเท่ากันครับ

…..สิ่งสำคัญที่สุดที่ท่านห้ามลืมก็คือ สายยางนั้น ต้องเป็นสายยางใสๆนะครับ การหาฉาก หมายถึงการจะหามุมฉาก (ซึ่งเป็นมุมที่สำคัญที่สุดของการก่อ สร้าง) หากเป็นการหามุมฉากสำกรับพื้นที่เล็กๆ เราก็ใช้อุปกรณ์ “ไม้ฉาก” เป็น อุปกรณ์หลัก แต่หากเป็นพื้นที่ใหญ่ๆ เช่น การหามุมฉากของการวางผังของตัวบ้าน อุปกรณ์ไม้ฉากย่อมไม่เพียงพอที่จะหาความแม่นยำ เราก็ต้องหันกลับไปหาวิชาเรขา คณิตเบื้องต้นกัน ซึ่งเราจะพบว่า รูปสามเหลี่ยนที่มีด้านหนึ่งยาว = ๓ ด้านที่สอง ยาว = ๔ และด้านที่สามยาว = ๕ จะเป็นสามเหลี่ยมมุมฉากแน่ๆ ดังนั้น การจะหา ฉากของพื้นที่ใหญ่ๆ ก็จะสร้างสามเหลี่ยมขึ้นมา (ด้วยเชือกหรือด้วยการวัดแนวก็ ได้) โดยหามุมฉากเล็กๆจากไม้ฉากก่อน แล้วก็ตรวจสอบสามเหลี่ยมใหญ่ด้วยระบบ ๓-๔-๕ เราก็จะได้สามเหลี่ยมมุมฉาก และก็จะได้มุมฉากครับ …..ถึงตรงนี้ท่านผู้ อ่านอาจจะงง ลองทำเองดูซิครับ ไม่ยากอย่างที่คิดหรอกครับ

ข้อมูลนำมาจาก

http://www.elib-online.com

ให้ความเห็น

เริ่มงานก่อสร้างด้วย B.M. และ Baseline จะได้ไม่ต้องทานยาแก้ปวดศีรษะภายหลัง


กรุณาอย่าเพิ่งตกใจกับศัพท์ภาษาต่างประเทศ ที่ดูจะเป็นเทคนิเคิลเทอม มากมายอย่างหัวกระทู้นะครับ เพราะเจ้าสองคำที่บอกแต่ต้นเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ หากท่านจะสร้างบ้านให้ตัวเองสักหลังแล้วไม่อยากจะมีปัญหาภายหลัง คำว่า B.M. ย่อมาจากคำเต็มว่า Bench Mark ก็คือหมุดหลักของบ้านที่ แสดงตำแหน่งและระดับต่างๆที่ไว้อ้างอิง เช่น เสาต้นแรกจะต้องห่างจาก B.M. เท่า ไร บ่อน้ำจะต้องห่างและมีระดับแตกต่างจาก B.M. เท่าไร เป็นต้น ส่วนคำว่า Baseline ก็แปลว่าเส้นหรือแนวอ้างอิงของอาคาร ส่วนใหญ่เราก็ จะทำ Baseline มาจากเจ้า B.M. นั่นเอง แต่เส้น Baseline ใช้วัดอ้างอิงได้ง่ายกว่า B.M. เพราะเป็นเส้นยาวๆ ไม่ได้เป็นจุดเดียว ดังนั้น หากท่านเป็นนักก่อสร้าง อย่าลืมกำหนดจุด B.M. เอาไว้ตั้งแต่ก่อน การก่อสร้างนะครับ ส่วนท่านเจ้าของบ้านก็น่าจะหาเวลาถามท่านผู้ก่อสร้างว่า B.M. หรือจุดอ้างอิงเขาเอามาจากไหนและอยู่ที่ไหน เพื่อป้องกันเขาลืมครับ

ข้อมูลนำมาจาก

http://www.elib-online.com

ให้ความเห็น

Older Posts »
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.